แท็ก:ข่าวสารและกฎหมายแรงงาน

ลูกจ้างลาออกเอง ยังมีสิทธิรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?

quit


เมื่อพูดถึงการลาออกจากงาน สิ่งที่พนักงานส่วนใหญ่นึกถึงคือการได้รับเงินชดเชยจากนายจ้าง แต่หลายคนไม่รู้ว่านอกจากเงินชดเชยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิทธิประโยชน์ที่พนักงานอาจมีสิทธิได้รับนั่นคือเงินจาก กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

คำถามที่พบบ่อยมากคือ ถ้าลาออกเองโดยสมัครใจ ไม่ได้ถูกเลิกจ้าง ยังมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนนี้หรือไม่? คำตอบไม่ใช่แค่ใช่หรือไม่ใช่ แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายอย่างที่พนักงานและ HR ควรเข้าใจให้ชัดเจน


กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2484 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่สิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม

กองทุนนี้บริหารโดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปมีหน้าที่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน โดยคิดในอัตราร้อยละของค่าจ้างลูกจ้าง

เงินที่สะสมอยู่ในกองทุนจะถูกจ่ายคืนให้กับลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน แต่จำนวนเงินและเงื่อนไขในการรับเงินจะแตกต่างกันตามสาเหตุของการสิ้นสุดการจ้างงาน


ลาออกเองได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?

คำตอบสั้นๆ คือ ได้รับ แต่จำนวนเงินที่ได้รับจะน้อยกว่ากรณีที่ถูกเลิกจ้าง

กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างที่ลาออกเองมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยพิจารณาจากอายุงานเป็นหลัก ดังนี้

  • ลูกจ้างที่ทำงานมาไม่ถึง 3 ปี ในกรณีลาออกเอง ไม่มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในส่วนของนายจ้าง แต่อาจได้รับเงินในส่วนของตัวเองหากมีการออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

  • ลูกจ้างที่ทำงานครบ 3 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยจะได้รับในอัตราที่ต่ำกว่ากรณีถูกเลิกจ้าง

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นคนละกองทุนกัน มีกฎเกณฑ์และเงื่อนไขการรับเงินที่แตกต่างกัน


เปรียบเทียบสิทธิการรับเงินระหว่างลาออกเองกับถูกเลิกจ้าง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองเปรียบเทียบสิทธิของลูกจ้างในสองกรณี

  • กรณีถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเต็มจำนวนตามที่นายจ้างสมทบไว้ บวกกับดอกผลที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานด้วย ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน

  • กรณีลาออกเอง ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 3 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด แต่จะไม่ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เว้นแต่นายจ้างจะจ่ายให้โดยสมัครใจ

ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการคือ กรณีลาออกเองจะไม่ได้รับสิทธิ ว่างงาน จากประกันสังคมตามปกติ เพราะประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงานเฉพาะเมื่อถูกเลิกจ้างหรือสัญญาจ้างสิ้นสุดโดยไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างเท่านั้น


resignation

ขั้นตอนการขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อลาออก

เมื่อลูกจ้างลาออกและมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุน ขั้นตอนการขอรับเงินมีดังนี้

ประการแรก ลูกจ้างต้องแจ้งกับนายจ้างว่าต้องการขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยนายจ้างมีหน้าที่ยื่นเรื่องให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายในระยะเวลาที่กำหนด

ประการที่สอง เตรียมเอกสารที่จำเป็น ได้แก่ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หนังสือลาออกหรือหนังสือรับรองการสิ้นสุดการจ้างงาน และสมุดบัญชีธนาคารสำหรับรับเงิน

ประการที่สาม นายจ้างหรือลูกจ้างยื่นเรื่องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่

เมื่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตรวจสอบเอกสารครบถ้วนแล้ว จะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของลูกจ้างตามสิทธิที่มี


สิ่งที่พนักงานมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

มีความเข้าใจผิดหลายอย่างที่พบบ่อยในหมู่พนักงานที่กำลังจะลาออก

  • เข้าใจผิดที่ 1: ลาออกเองแล้วไม่ได้รับเงินอะไรเลย ความเป็นจริงคือลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 3 ปีขึ้นไปยังมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในส่วนที่กฎหมายกำหนด

  • เข้าใจผิดที่ 2: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งสองเป็นคนละกองทุนกัน มีกฎเกณฑ์ต่างกัน และไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นสิทธิที่กฎหมายบังคับใช้กับนายจ้างทุกรายที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

  • เข้าใจผิดที่ 3: นายจ้างไม่มีหน้าที่แจ้งเรื่องกองทุนให้พนักงานทราบ ความเป็นจริงคือนายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ถูกต้องและทันเวลา รวมถึงการแจ้งสิทธิของลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน

  • เข้าใจผิดที่ 4: สิทธิในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหมดอายุถ้าไม่ขอภายในเวลาที่กำหนด มีระยะเวลาในการยื่นขอที่ควรดำเนินการโดยเร็วหลังสิ้นสุดการจ้างงาน หากปล่อยไว้นานเกินไปอาจทำให้การติดตามเอกสารยากขึ้น


    employee


สำหรับทีม HR งานที่เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่แค่การยื่นเอกสารเมื่อพนักงานลาออก แต่เริ่มต้นตั้งแต่การส่งเงินสมทบให้ถูกต้องและตรงเวลาทุกเดือน

หากคุณมีอายุงานครบ 3 ปีขึ้นไปและกำลังจะลาออก ควรตรวจสอบกับ HR ของบริษัทว่าองค์กรของคุณอยู่ภายใต้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่ และคุณมีสิทธิได้รับเงินจำนวนเท่าใด อย่าลืมว่าสิทธินี้เป็นของคุณตามกฎหมาย ไม่ใช่ความกรุณาของนายจ้าง

สำหรับ HR และนายจ้าง การบริหารจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอย่างถูกต้องและโปร่งใสไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงให้พนักงานเห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับสิทธิและสวัสดิภาพของพวกเขาอย่างแท้จริง

ByteHR พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้การบริหารจัดการพนักงานของคุณเป็นเรื่องง่าย ด้วยฟีเจอร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การทำสัญญาจ้าง การตั้งค่านโยบายที่ยืดหยุ่น ไปจนถึงการออกรายงานที่แม่นยำ หากองค์กรของคุณต้องการ ระบบ HR และ Payroll ที่ช่วยจัดการข้อมูลพนักงานได้อย่างเป็นระบบ ByteHR พร้อมช่วยให้การจัดการง่ายขึ้นและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานของคุณ ลองปรึกษา ByteHR ฟรีได้ที่ 02 026 3297 หรือส่งอีเมลมาที่ sales@byte-hr.com

นายจ้างที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนไม่ครบหรือไม่ตรงเวลามีความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายและด้านความสัมพันธ์กับพนักงาน เพราะเมื่อลูกจ้างสิ้นสุดการจ้างงานและไปยื่นขอรับเงิน หากพบว่าเงินสมทบของตัวเองขาดหายไป ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อชื่อเสียงขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งาน HR ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ การส่งเงินสมทบถูกต้องทุกเดือน การเก็บบันทึกการส่งเงินสมทบไว้อย่างเป็นระบบ การแจ้งสิทธิของพนักงานเมื่อมีการสิ้นสุดการจ้างงานทุกกรณี และการดำเนินเอกสารให้ครบถ้วนและทันเวลา

โปรแกรม HR ที่ดีอย่าง ByteHR ช่วยให้ทีม HR จัดการข้อมูลพนักงานและประวัติการทำงานได้อย่างเป็นระบบ ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องดำเนินการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ในที่เดียวและพร้อมใช้งานทันที ไม่ต้องเสียเวลาตามหาข้อมูลจากหลายไฟล์หรือหลายระบบ

Sea Chonthicha
เกี่ยวกับผู้เขียน
ซีมีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลายกว่า 9 ปี ในด้านทรัพยากรบุคคล การสรรหาบุคลากร และการตลาดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ปัจจุบันเธอกำลังสร้างประสบการณ์การทำงาน ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในภาคธุรกิจการบริการ โดยใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของเธอในการขับเคลื่อนกลยุทธ์นวัตกรรมทางการตลาด